LOOK BACK เมื่อความฝันและมิตรภาพถูกถ่ายทอดผ่านสายตาของ Hirokazu Kore-eda
จากมังงะเรื่องสั้นที่สร้างความประทับใจให้กับผู้อ่านทั่วโลก สู่ภาพยนตร์แอนิเมชันที่เรียกน้ำตาผู้ชมมาแล้วมากมาย ในที่สุด LOOK BACK ผลงานของอาจารย์ฟูจิโมโตะ ทัตสึกิ (Tatsuki Fujimoto) ผู้สร้าง Chainsaw Man ก็ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ฉบับคนแสดง โดยบอกเล่าเรื่องราวของ ฟูจิโนะ เด็กสาวผู้มั่นใจในพรสวรรค์ด้านการวาดมังงะของตัวเอง และ เคียวโมโตะ เด็กสาวเก็บตัวที่มีฝีมือการวาดภาพอันยอดเยี่ยม แม้ทั้งสองจะมีบุคลิกแตกต่างกัน แต่ความรักในการวาดมังงะกลับนำพาให้พวกเธอได้พบกัน ก่อนจะกลายเป็นมิตรภาพและช่วงเวลาสำคัญของชีวิตที่เต็มไปด้วยความฝัน ความชื่นชม ความอิจฉา และความสูญเสีย
สำหรับภาพยนตร์ฉบับคนแสดงครั้งนี้ ได้ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ (Hirokazu Kore-eda) เจ้าของผลงาน Nobody Knows, Like Father, Like Son, Shoplifters และ Monster มารับหน้าที่ทั้งกำกับ เขียนบท และตัดต่อ ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ของมนุษย์และรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน โคเรเอดะเลือกพาผู้ชมกลับไปยังจังหวัดอาคิตะ บ้านเกิดของผู้เขียนต้นฉบับ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กสาวทั้งสองผ่านทิวทัศน์และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาล โดยมี นัตสึกิ เดกุจิ (Natsuki Deguchi) รับบทฟูจิโนะ และ อาจู มากิตะ (Aju Makita) รับบทเคียวโมโตะ ร่วมด้วย ฟูริ นานาเสะ (Furi Nanase) และ รกกะ โอคาดะ (Rokka Okada) ที่มารับบททั้งคู่ในวัยเด็ก

สิ่งที่น่าสนใจของ LOOK BACK ฉบับนี้จึงไม่ได้มีเพียงการนำภาพจากหน้ากระดาษมาสู่โลกแห่งความจริง แต่ยังรวมถึงการถ่ายทอดช่วงเวลาที่สองตัวละครได้เติบโตไปด้วยกัน ผ่านแสง สี เสียง และความเงียบที่ซ่อนความรู้สึกเอาไว้ในรายละเอียดต่าง ๆ
ครั้งนี้ DACO THAI กลับมาพบกับผู้กำกับอีกครั้ง เพื่อพูดคุยถึงเบื้องหลังการสร้าง LOOK BACK ตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจนำมังงะเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ความทรงจำสนุก ๆ ในกองถ่าย ไปจนถึงความสุขในการสร้างภาพยนตร์ที่ยังคงอยู่กับเขามาจนถึงทุกวันนี้
จากหน้ากระดาษสู่ภาพยนตร์ และตัวตนที่ซ่อนอยู่ในฟูจิโนะกับเคียวโมโตะ
- ตอนอ่าน LOOK BACK ครั้งแรก มีฉากไหนไหมที่คุณนึกภาพทันทีว่า “อยากเห็นฉากนี้ในภาพยนตร์” มากที่สุด
จริง ๆ แล้วตอนที่อ่านต้นฉบับครั้งแรก ผมไม่ได้คิดเลยว่าจะนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ครับ
จุดที่ทำให้ผมตัดสินใจอย่างจริงจังว่าจะสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ได้พบกับคุณฟูจิโมโตะ ทัตสึกิ ผู้เขียนต้นฉบับ ซึ่งความตั้งใจแรกของผมในการไปพบเขา ไม่ใช่เพื่อพูดคุยเรื่องการสร้างภาพยนตร์ แต่เป็นเพราะผมอยากไปขอบคุณที่เขาสร้างสรรค์ผลงานดี ๆ แบบนี้ให้กับโลกใบนี้ครับ
หลังจากได้พบกัน ผมก็เริ่มคิดถึงการนำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์อย่างจริงจัง และเริ่มพิจารณาว่าจะถ่ายทอดฉากต่าง ๆ ออกมาอย่างไร โดยเฉพาะฉากที่ฟูจิโนะวิ่งไปกระโดดไปท่ามกลางสายฝน หลังจากได้พบกับเคียวโมโตะเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกว่าการจะถ่ายทอดฉากนี้ออกมาเป็นภาพยนตร์อย่างไร เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญแรก ๆ ที่ต้องคิดครับ
- ระหว่างฟูจิโนะกับเคียวโมโตะ คุณรู้สึกว่าตัวเองคล้ายใครมากกว่ากัน โดยเฉพาะตอนที่คุณยังเป็นวัยรุ่น
ถ้าเป็นตอนเรียนประถม ผมคิดว่าตัวเองน่าจะคล้ายกับฟูจิโนะครับ เพราะตอนเด็ก ๆ ผมเรียนค่อนข้างเก่ง เล่นกีฬาก็เก่งด้วย เลยมีความมั่นใจในตัวเองมากเหมือนกับฟูจิโนะ
แต่ถ้าพูดถึงนิสัยจริง ๆ ผมคิดว่าตัวเองน่าจะคล้ายกับเคียวโมโตะมากกว่าครับ เพราะผมมีช่วงเวลาที่ชอบอยู่เงียบ ๆ คนเดียว มีโลกส่วนตัวของตัวเอง โดยเฉพาะเวลาที่ได้ใช้สมาธิกับการเขียนบทภาพยนตร์
อย่างเวลาที่พักอยู่ในโรงแรม ถ้ามีเวลาว่างและได้อยู่เงียบ ๆ ผมก็มักจะนั่งเขียนบทภาพยนตร์เรื่องใหม่ หรือแม้แต่ก่อนที่จะมาสัมภาษณ์ในวันนี้ ระหว่างรอ ผมก็นั่งเขียนบทอยู่เงียบ ๆ ในร้านกาแฟเหมือนกันครับ ช่วงเวลาแบบนั้นผมคิดว่าตัวเองคล้ายกับเคียวโมโตะ
แต่พอเดินเข้ามาในห้องนี้เพื่อให้สัมภาษณ์ ผมก็สลับบทบาทกลายเป็นฟูจิโนะแทนครับ (หัวเราะ)

ความทรงจำในกองถ่าย และเสียงที่บอกเล่าความสัมพันธ์ของตัวละคร
- การถ่ายทำครั้งนี้มีทั้งการฝึกวาดมังงะและการถ่ายทำในฤดูกาลต่าง ๆ มีโมเมนต์สนุก ๆ กับนักแสดงที่ยังนึกถึงแล้วทำให้ยิ้มบ้างไหม
มีเยอะเลยครับ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้เราใช้เวลาถ่ายทำกันตลอดทั้งปี เพื่อเก็บภาพบรรยากาศในแต่ละฤดูกาล ทำให้มีความทรงจำสนุก ๆ เกิดขึ้นมากมายระหว่างการถ่ายทำ
อย่างเวลาที่นักแสดงผู้ใหญ่กำลังถ่ายทำ นักแสดงเด็ก ๆ ก็จะมาดูการทำงานด้วย หรือในทางกลับกัน เวลาที่นักแสดงเด็กกำลังถ่ายทำ นักแสดงผู้ใหญ่ก็จะแวะมาดูเหมือนกัน ทำให้ทุกคนมีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันอยู่บ่อย ๆ ครับ
แต่ถ้าถามถึงความทรงจำที่ประทับใจเป็นพิเศษ ก็คงเป็นช่วงที่เราไปถ่ายทำฉากฤดูร้อนริมทะเลครับ วันนั้นมีการถ่ายทำกันจนถึงตอนกลางคืน หลังจากถ่ายทำเสร็จ เด็ก ๆ ก็ได้มาเล่นดอกไม้ไฟด้วยกัน แล้วก็มีเล่นเกมปิดตาตีแตงโม หรือ Suikawari (スイカ割り) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่คนญี่ปุ่นนิยมเล่นกันในฤดูร้อนด้วยครับ
จำได้ว่าคุณนานาเสะ ฟูริ ที่รับบทเป็นฟูจิโนะตอนเด็ก ชอบกิจกรรมนี้มาก และเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เลยครับ ถึงจะตีไม่โดนแตงโมสักที ก็ไม่ยอมเลิก พยายามตีอยู่นานมาก จนในที่สุดก็ตีโดน แล้วทุกคนก็ได้กินแตงโมด้วยกันครับ (หัวเราะ) เป็นความทรงจำสนุก ๆ ในช่วงฤดูร้อนที่ผมยังจำได้ดีเลยครับ

- คุณให้ความสำคัญกับเสียงปากกาในเรื่องมาก อยากชวนผู้ชมลองตั้งใจฟังเสียงหรือสังเกตรายละเอียดเล็ก ๆ ตรงไหนเป็นพิเศษเวลาเข้าไปดูในโรงภาพยนตร์ด้วยไหม
สิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมากในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็คือเสียงที่เกิดขึ้นระหว่างการวาดมังงะครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดินสอหรือเสียงปากกาที่สัมผัสกับกระดาษ
ผมได้พูดคุยกับทีมงานเกี่ยวกับการบันทึกเสียงเหล่านี้อย่างละเอียด เพราะผมอยากให้เสียงสามารถถ่ายทอดอะไรได้มากกว่าแค่การกระทำของตัวละคร แต่อยากให้มันสะท้อนทั้งอารมณ์ ความรู้สึก การเติบโต และความสัมพันธ์ระหว่างฟูจิโนะกับเคียวโมโตะด้วยครับ
เมื่อทั้งสองคนเติบโตขึ้น เสียงที่เกิดจากการวาดภาพก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย ทั้งลักษณะของเสียง จังหวะ และการประสานกันของเสียง ผมคิดว่าเราสามารถใช้สิ่งเหล่านี้เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตัวละครได้โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายออกมาเป็นคำพูด
ขณะเดียวกัน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เสียงก็คือ ช่วงเวลาที่ไม่มีเสียงหรือความเงียบครับ
ผมคิดว่าความเงียบก็สามารถถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละครได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น เวลาที่ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ ผมก็อยากให้ทุกคนลองตั้งใจฟังทั้งเสียงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงสัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความเงียบเหล่านั้นด้วยครับ

ความสุขในการสร้างภาพยนตร์ และแรงบันดาลใจที่ไม่เคยจางหาย
- ฟูจิโนะกับเคียวโมโตะมีความสุขกับการวาดมังงะด้วยกัน แล้วสำหรับคุณ ช่วงเวลาไหนของการทำหนังที่สนุกจนรู้สึกว่า “เพราะแบบนี้แหละ ถึงยังอยากทำหนังต่อไป”
เมื่อก่อนผมคิดว่าตัวเองชอบขั้นตอนการตัดต่อภาพยนตร์มากที่สุดครับ แต่พอทำงานมาจนถึงตอนนี้ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องเป็นช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเป็นพิเศษอีกแล้ว
อย่างเช่น ไม่ได้หมายความว่าช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดจะต้องเป็นตอนที่ภาพยนตร์ได้รับเสียงปรบมือหรือ Standing Ovation จากผู้ชมเสมอไป
ถ้าถามว่าตอนนี้ช่วงเวลาไหนที่ผมรู้สึกสนุกที่สุดก็น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ได้ออกกองถ่ายครับ การได้ไปอยู่ในสถานที่ถ่ายทำ ได้พบกับนักแสดงและทีมงาน แล้วก็ได้ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ขึ้นมาทีละฉาก ผมคิดว่าช่วงเวลาเหล่านั้นเป็นช่วงที่สนุกที่สุดสำหรับผมในตอนนี้ครับ

- เรื่องนี้มีทั้งความชื่นชมและความอิจฉาในความสามารถของอีกคน คุณเคยเจอผลงานของใครแล้วรู้สึกว่า “เก่งจัง อยากทำให้ได้แบบนี้บ้าง” ไหม
สำหรับผม อาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นความอิจฉาเสียทีเดียวครับ แต่น่าจะเป็นความรู้สึกชื่นชมผลงานของคนอื่น แล้วก็คิดว่าอยากจะสร้างภาพยนตร์ให้ได้แบบนั้นบ้างมากกว่า
อย่างผู้กำกับที่ผมชื่นชอบเป็นพิเศษก็คือ โหวเสี้ยวเสียน (Hou Hsiao-hsien) ผู้กำกับชาวไต้หวันครับ ผมชอบผลงานของเขามาก โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่อง Dust in the Wind ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานที่ทำให้ผมรู้สึกว่าอยากจะสร้างภาพยนตร์แบบนี้ให้ได้บ้างครับ
- สุดท้ายนี้ อยากให้ผู้กำกับฝากข้อความถึงผู้ชมชาวไทย และชวนทุกคนไปชมภาพยนตร์ LOOK BACK กัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้เราใช้เวลาถ่ายทำกันประมาณ 1 ปีครึ่งที่จังหวัดอาคิตะ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณฟูจิโมโตะ ทัตสึกิ ผู้เขียนต้นฉบับครับ เป็นเรื่องราวของเด็กผู้หญิงสองคนที่มีความฝันร่วมกัน และได้ใช้เวลาไล่ตามความฝันนั้นไปด้วยกัน
ผมคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เต็มไปด้วยช่วงเวลาอันล้ำค่ามากมาย เป็นช่วงเวลาที่ไม่อาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ครับ ถ้ามีโอกาส ก็อยากให้ผู้ชมชาวไทยได้มาชมภาพยนตร์เรื่องนี้กันนะครับ

จากเด็กสาวสองคนที่เริ่มต้นด้วยความรักในการวาดมังงะ สู่เรื่องราวของมิตรภาพ ความฝัน และความทรงจำที่ยังคงอยู่ LOOK BACK ฉบับคนแสดงชวนเรากลับไปสัมผัสช่วงเวลาสำคัญของฟูจิโนะและเคียวโมโตะอีกครั้ง ผ่านมุมมองของโคเรเอดะ ฮิโรคาสุ ที่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็ก ๆ และความรู้สึกของตัวละครในทุกช่วงเวลาของการเติบโต
LOOK BACK เตรียมเข้าฉายในประเทศไทย 29 ตุลาคม 2026 ในโรงภาพยนตร์ ใครที่เคยประทับใจกับมังงะหรือภาพยนตร์แอนิเมชันมาก่อน หรืออยากทำความรู้จักเรื่องราวของเด็กสาวทั้งสองเป็นครั้งแรก ก็อย่าลืมไปสัมผัสเรื่องราวนี้ด้วยกันบนจอภาพยนตร์นะ
อ่าน “พูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลัง Sheep in the Box ภาพยนตร์ที่ชวนเราตั้งคำถามกับความหมายของครอบครัว และ ความเป็นมนุษย์” คลิก



