ASH DA HERO เมื่อเสียงดนตรีเปลี่ยน “กำแพง” ให้กลายเป็น “ประตู”
ถ้ารู้จัก ASH DA HERO ผ่านเพลง Judgement, Beast Mode หรือ Octave จาก BLUE LOCK ภาพแรกของวงที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นดนตรีร็อกที่ทั้งหนัก เดือด และพร้อมปลุกคนฟังให้กระโดดตาม แต่เมื่อได้ดูพวกเขาเล่นสด และมีโอกาสนั่งคุยกันจริง ๆ เรากลับพบว่า ภายใต้พลังมหาศาลบนเวที สิ่งที่วงให้ความสำคัญไม่แพ้เสียงดนตรีคือ “Message” ที่อยากส่งไปถึงคนฟังแต่ละคน

ASH DA HERO ก่อตั้งขึ้นในเดือนกันยายน 2021 ปัจจุบันประกอบด้วย ASH (นักร้องนำ), Sato (มือเบส), WANI (มือกลอง) และ Dhalsim (DJ) เป็นมิกซ์เจอร์ร็อกแบนด์ที่มีรากจาก ROCK, PUNK และ HIP HOP ผสมเข้ากับสไตล์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างอิสระ โดยมีเสียงร้องทรงพลังของ ASH และคาแรกเตอร์ของสมาชิกแต่ละคนเป็นส่วนสำคัญของการแสดงสด ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา วงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเวทีในญี่ปุ่น แต่เดินทางออกไปพบผู้ฟังในหลายประเทศ ก่อนจะมาถึงอีกหนึ่งหมุดหมายกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย “ASH DA HERO 1ST SOLO LIVE IN BANGKOK” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 ณ LIDO HALL 3
และถ้าถามว่าการแสดงสดของวงเดือดแค่ไหน ค่ำคืนนั้นน่าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจน ตั้งแต่ YELLOW FEVER DANCE, LA VIDA LOCA, Botanical Dance Club ไปจนถึง Bull Upper!! ที่ชวนคนดูโดดกันตั้งแต่ต้น ก่อนเข้าสู่เซ็ตเพลงอนิเมะทั้ง BELIEVERS และเพลงจาก BLUE LOCK อย่าง Octave, Beast Mode, Judgement และ エゴナウェイ (Egonaway) ท่ามกลางความสนุก ASH ยังพยายามสื่อสารภาษาไทยกับแฟน ๆ ก่อนพาคอนเสิร์ตไปสู่อีกอารมณ์ด้วย Everything และ PARADE และปิดท้ายด้วย “Anniversary” ซิงเกิลที่ปล่อยตรงกับวันครบรอบการก่อตั้งวง 4 กันยายน 2026

แต่สิ่งที่ยังติดอยู่ในใจหลังเสียงดนตรีจบลง กลับเป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเขาพูดกับเราในบทสัมภาษณ์ก่อนขึ้นเวทีคือ ไม่ว่าจะพูดกันคนละภาษา เติบโตมากับคนละวัฒนธรรม หรือมีกำแพงอะไรขวางอยู่ระหว่างกัน ดนตรีสามารถเปลี่ยนกำแพงเหล่านั้นให้กลายเป็นประตูได้ DACO THAI และ NIPPON HAKU BANGKOK จึงชวนพวกเขาทั้ง 4 คนมาคุยกันตั้งแต่การกลับมาเมืองไทยในฐานะคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก ตัวตนของวงที่อยากให้คนรู้จักนอกเหนือจากเพลงอนิเมะ ความหมายของ “Ego” ไปจนถึงสิ่งที่เปลี่ยนและไม่เคยเปลี่ยนตลอด 5 ปีของ ASH DA HERO
จากการมาไทยครั้งแรก สู่คอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรก
- ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงมาเมืองไทย แต่เป็นครั้งแรกที่กลับมาในฐานะคอนเสิร์ตเดี่ยวเต็มรูปแบบ หลังจากได้สัมผัสบรรยากาศและพลังของแฟนชาวไทยจากครั้งก่อน มีอะไรที่ทำให้รู้สึกว่า “อยากกลับมาเล่นที่นี่อีกครั้ง” บ้าง
สำหรับพวกเรา การทำกิจกรรมในเอเชียถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายมาโดยตลอด หรือจะบอกว่าการออกไปทำกิจกรรมในเอเชียเป็นหนึ่งในแนวคิดหลักของการทำงานของพวกเราก็ได้ครับ การที่เราได้มาเมืองไทยเป็นครั้งแรก ได้แสดงสดในอีเวนต์ที่ยอดเยี่ยม และจากโอกาสในครั้งนั้นนำมาต่อยอดจนกลายเป็นโซโลคอนเสิร์ตหรือเฮดไลน์โชว์ในครั้งนี้ พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติมากครับ
สำหรับคนญี่ปุ่นอย่างพวกเราเอง ในญี่ปุ่นก็มีทั้งร้านอาหารไทยและสถานที่ต่าง ๆ ที่ทำให้ได้รู้จักวัฒนธรรมไทย พวกเราจึงสนใจประเทศไทยมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว การได้มาเมืองไทย ได้สัมผัสและเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมจริง ๆ รวมถึงได้มาแสดงที่นี่ ทำให้พวกเราดีใจมากครับ
สิ่งที่อยากให้แฟนไทยได้เห็นในคอนเสิร์ตเดี่ยว
View this post on Instagram
- ครั้งก่อนเป็นการแสดงในงานอีเวนต์ แต่ครั้งนี้ทั้งเวทีจะเป็นของ ASH DA HERO มีอะไรที่แฟนชาวไทยยังไม่เคยเห็นจากพวกคุณ และจะได้เห็นอย่างเต็มที่ในคอนเสิร์ตครั้งนี้บ้าง
ผมคิดว่าหลายคนน่าจะมีภาพของพวกเราว่าเป็นวงที่ทุกคนมาสนุกและสร้างความคึกคักไปด้วยกัน แต่จริง ๆ แล้วแก่นของวงเราคือ “ข้อความ” ที่ต้องการส่งออกไปถึงโลกที่เราใช้ชีวิตอยู่ในตอนนี้ รวมถึงข้อความที่ไม่ได้ส่งถึง “ทุกคน” แบบเหมารวม แต่ส่งไปถึงคนแต่ละคน ถึง “คุณ” ที่กำลังพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุก ๆ วัน
สิ่งเหล่านี้คือแก่นของข้อความที่พวกเราต้องการสื่อผ่านดนตรี และเราเตรียมเวทีที่จะทำให้สิ่งเหล่านั้นส่งไปถึงผู้ชมได้ ดังนั้นในวันแมนโชว์ครั้งนี้ ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับข้อความเหล่านั้นจากพวกเรากลับไปครับ
- แฟนชาวไทยจำนวนไม่น้อยน่าจะรู้จัก ASH DA HERO ผ่าน “Judgement”, “Beast Mode” และ “Octave” จาก BLUE LOCK ถ้าอยากรู้จักตัวตนของวงให้มากขึ้น อยากให้ฟังอะไรต่อจากเพลงเหล่านั้น
อืม…ถ้าจะให้แนะนำ จริง ๆ ผมอยากแนะนำเป็นอัลบั้มมากกว่าเพลงเดียวครับ มีอัลบั้ม HYPERBEAT ซึ่งเป็นอัลบั้มล่าสุดของพวกเรา ผมอยากให้ลองฟังอัลบั้มนั้นครับ
ในอัลบั้มนี้มีทั้งรากทางดนตรีของพวกเรา และยังมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้สามารถสนุกกับมันในฐานะเสียงดนตรีได้โดยไม่เกี่ยวกับกำแพงทางภาษา ต่อให้ไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่นมากนักก็ยังสนุกกับมันได้ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ลองฟังอัลบั้มนี้เพื่อทำความรู้จักกับดนตรีของพวกเรา ดนตรีของ ASH DA HERO แล้วจากนั้นก็ค่อยลองฟังอัลบั้มอื่น ๆ ของเราต่อไปครับ
“Ego” ไม่ได้มีคำตอบเดียว
- วงเคยพูดถึงความชื่นชอบ BLUE LOCK และความรู้สึกเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง “Ego” และการทำลายกรอบเดิม ๆ สำหรับ ASH DA HERO ในวันนี้ คำว่า “Ego” มีความหมายอย่างไร
เป็นคำถามที่ยากมากครับ (หัวเราะ) พูดตามตรงว่าตัวผมเองก็ยังหาคำตอบของคำว่า “Ego” ไม่เจอ สิ่งที่ BLUE LOCK ถ่ายทอดออกมานั้น ผมคิดว่ามันคือ Ego รูปแบบหนึ่ง แต่ Ego น่าจะมีรูปร่างแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และแต่ละคน นั่นคือคำตอบที่ผมคิดได้ในตอนนี้ครับ
ถ้าจะตอบจากแก่นความคิดของผมจริง ๆ ผมคิดว่าสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิตคือ เราสามารถควบคุม Ego ของตัวเองได้มากแค่ไหน เพราะฉะนั้นสำหรับผม การควบคุม Ego ให้ได้เป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ
- ตลอดหลายปีที่ผ่านมาวงทดลองทำดนตรีหลายรูปแบบ ทั้งร็อก พังก์ กรันจ์ และฮิปฮอป ทุกวันนี้คิดว่าอะไรคือ “เสียงที่เป็น ASH DA HERO” ที่ไม่ว่าจะทดลองไปไกลแค่ไหนก็ยังไม่อยากเสียไป
ก็น่าจะเป็น “Message” หรือสิ่งที่เราต้องการสื่อออกไปครับ
อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้ ทั้งข้อความที่พวกเราต้องการส่งไปถึงโลกใบนี้ และข้อความที่ไม่ได้พูดถึงทุกคนรวม ๆ กัน แต่ต้องการส่งไปถึงแต่ละคน รวมถึงการที่พวกเราร้องเพลงเกี่ยวกับ “ความรัก” มาโดยตลอด ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปครับ
ไม่ว่าพวกเราจะสร้างเพลงแบบไหนขึ้นมา เป้าหมายของพวกเราก็ยังคงไม่เปลี่ยนครับ
เมื่อดนตรีเปลี่ยน “กำแพง” ให้กลายเป็น “ประตู”
- ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ASH DA HERO มีโอกาสไปแสดงในหลายประเทศ การได้เห็นผู้ชมที่อาจไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น แต่ยังร้อง กระโดด และสนุกไปกับเพลงของพวกคุณ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อ “พลังของดนตรี” ไปไหม
มันทำให้พวกเราอดไม่ได้ที่จะเชื่อในพลังของดนตรีครับ ต่อให้ภาษาไม่สามารถสื่อถึงกันได้ แต่ดนตรีสามารถเปลี่ยน “กำแพง” ที่อยู่ระหว่างพวกเราให้กลายเป็น “ประตู” ได้ ทุกครั้งที่ออกไปแสดง พวกเรายิ่งมั่นใจในเรื่องนี้
อีกสิ่งหนึ่งที่ค้นพบจากการเดินทางไปยังหลายประเทศและหลายวัฒนธรรมก็คือ พวกเราเติบโตมากับดนตรีญี่ปุ่น แต่ในขณะเดียวกันก็เคยมีความชื่นชมดนตรีระดับโลก โดยเฉพาะดนตรีอเมริกันและตะวันตก จนมีความคิดว่าอยากทำดนตรีของตัวเองให้เข้าใกล้ดนตรีแบบนั้นมากขึ้น
แต่เมื่อได้เดินทางไปหลายประเทศและหลายวัฒนธรรม สิ่งที่พวกเราค้นพบก็คือ ดนตรีญี่ปุ่นที่เราเติบโตมาด้วยอย่าง J-POP และ J-ROCK นั้นมีคนทั่วโลกที่รักและชื่นชอบอยู่เป็นจำนวนมากเช่นกัน ทำให้เรารับรู้ได้ว่าดนตรีญี่ปุ่นนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คิด และมีความรู้สึกภาคภูมิใจมากครับ

5 ปีผ่านไป จากสมาชิกที่แตกต่าง สู่ “4 คนเป็นหนึ่งเดียว”
- ถ้าย้อนกลับไปมอง ASH DA HERO ในวันแรก สิ่งไหนที่ “เปลี่ยนไปมากที่สุด” และสิ่งไหนที่ “ไม่เคยเปลี่ยนเลย”
ผมคิดว่าแต่ละคนเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนนะครับ และส่วนใหญ่ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่เพิ่งเริ่มต้น พวกเราทุกคนยังค่อนข้างแยกกันอยู่ ต่างคนต่างมีความเป็นตัวเอง ซึ่งจริง ๆ ความแตกต่างแบบนั้นก็เป็นข้อดีเหมือนกัน แต่ตอนนี้รู้สึกว่าพวกเรา 4 คนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีที่เกิดขึ้นโดยไม่ทันรู้ตัวครับ
ตอนที่เพิ่งเริ่มต้น เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวงนี้จะเดินไปบนเส้นทางแบบไหน แต่เมื่อเทียบกับตอนนั้น ตอนนี้ผมรู้สึกว่าพวกเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากที่สุดครับ
ส่วนสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปเลยคือการแสดงสดของพวกเราครับ ตอนแสดงพวกเราจะนึกถึงแฟนเพลง โดยทุ่มพลังและแรงกายทั้งหมดไปที่โชว์ เพื่อจะทำยังไงก็ได้ให้พวกเขาสนุกได้มากที่สุด และสามารถถ่ายทอดสิ่งที่เราอยากสื่อสารไปให้ถึงพวกเขาได้ด้วยครับ
- ถ้าให้เลือกหนึ่งคำหรือหนึ่งวลีเพื่ออธิบาย ASH DA HERO ในวันนี้ จะเป็นคำว่าอะไร
令和最強 (Reiwa Saikyō) “แกร่งที่สุดแห่งยุคเรย์วะ” ครับ
คำตอบสั้น ๆ แต่ถ้าย้อนกลับไปดูโชว์ในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ดูจะเป็นคำประกาศตัวตนที่เข้ากับวงอยู่ไม่น้อย
- สุดท้ายนี้ ฝากข้อความถึงแฟนเพลงชาวไทยกันหน่อย
ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ ที่คอยสนับสนุนพวกเราเสมอมาครับ
เพราะทุกคน พวกเราจึงได้มีโอกาสมาพูดคุยกันแบบนี้ และผมคิดว่ายังมีอีกหลายคนที่อาจยังไม่รู้จักพวกเรา ดังนั้นหวังว่าบทสัมภาษณ์ครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ทุกคนได้รู้จักพวกเรามากขึ้นครับ
จากนี้ไปก็ฝากสนับสนุนพวกเราต่อไปด้วยนะครับ

จากวันแรกที่สมาชิกแต่ละคนยังมีทิศทางและตัวตนแตกต่างกัน มาถึงปีที่ 5 ที่พวกเขาบอกว่า 4 คนกลายเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น สิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เคยเปลี่ยนคือความจริงจังกับการแสดงสด และความตั้งใจที่จะส่ง Message บางอย่างกลับไปให้คนฟัง ไม่ว่าจะผ่านร็อก พังก์ ฮิปฮอป เพลงอนิเมะ หรือดนตรีรูปแบบไหนก็ตาม
และหลังจากได้เห็น ASH DA HERO เปลี่ยน LIDO HALL 3 ให้กลายเป็นพื้นที่ที่ทั้งศิลปินญี่ปุ่นและแฟนเพลงชาวไทยกระโดด ร้อง และสนุกไปด้วยกันโดยแทบไม่ต้องใช้ภาษาเดียวกัน ประโยคที่ว่า “ดนตรีสามารถเปลี่ยนกำแพงให้กลายเป็นประตูได้” จึงไม่ได้เป็นเพียงคำตอบสวย ๆ ในบทสัมภาษณ์ แต่เป็นสิ่งที่พวกเขาทำให้เราเห็นบนเวทีในคืนนั้นจริง ๆ

ติดตามและเป็นกำลังใจให้วงได้ทาง
Website / x / Instagram / Facebook / TikTok / YouTube
อ่าน “จาก Groooovy ถึงอัลบั้มใหม่ FRIDAY กับ I Don’t Like Mondays. ในวันที่ดนตรีไม่มีพรมแดน” คลิก



