พูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลัง Sheep in the Box ภาพยนตร์ที่ชวนเราตั้งคำถามกับความหมายของ “ครอบครัว” และ “ความเป็นมนุษย์”

หากพูดถึงผู้กำกับภาพยนตร์ญี่ปุ่นที่สามารถเล่าเรื่อง “ครอบครัว” ได้อย่างลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่ง ชื่อของ Hirokazu Kore-eda คงเป็นชื่อแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ไม่ว่าจะเป็น Nobody Knows, Still Walking, Like Father, Like Son, Shoplifters หรือ Monster ผลงานของเขาแทบทุกเรื่องล้วนพาผู้ชมมองเห็นความงดงามของชีวิตผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ของผู้คนธรรมดา โดยไม่เร่งรีบตัดสินว่าตัวละครคนใดถูกหรือผิด แต่ปล่อยให้เราได้ทำความเข้าใจพวกเขาไปทีละนิด

ผลงานล่าสุดอย่าง Sheep in the Box (ครอบครัวแกะกล่อง) ก็ยังคงเป็นเช่นนั้น แม้ฉากหลังของเรื่องจะถูกวางไว้ใน “อนาคตอันใกล้” ที่ AI และเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่โคเรเอดะกลับบอกผู้ชมตั้งแต่ก่อนหนังเริ่มฉายว่า “นี่ไม่ใช่หนังไซไฟ” เพราะสิ่งที่เขาสนใจไม่ใช่อนาคตของเทคโนโลยี หากเป็นอนาคตของหัวใจมนุษย์ต่างหาก

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อคู่สามีภรรยาที่สูญเสียลูกชาย ตัดสินใจรับ “ฮิวแมนดรอยด์” เด็กชายวัย 7 ขวบเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ของครอบครัว เพื่อเยียวยาบาดแผลที่ยังไม่เคยจางหาย ก่อนที่เรื่องราวจะค่อย ๆ พาผู้ชมตั้งคำถามว่า ความทรงจำ ความรัก และสายสัมพันธ์ของครอบครัวนั้น แท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากสายเลือด เทคโนโลยี หรือบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น

สิ่งที่ทำให้ Sheep in the Box น่าประทับใจ ไม่ใช่เพียงบทภาพยนตร์ที่ชวนขบคิด แต่รวมไปถึงการเลือกใช้พื้นที่ริมทะเลคามาคุระ–ฟุจิซาวะ งานภาพอันละเมียดละไม โทนสีที่อบอุ่น และดนตรีประกอบที่ค่อย ๆ พาผู้ชมซึมซับอารมณ์ของตัวละครอย่างเป็นธรรมชาติ ก่อนจะนำไปสู่ความหมายของชื่อเรื่อง “Sheep in the Box” ซึ่งเชื่อมโยงกับ เจ้าชายน้อย ได้อย่างงดงาม

พูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลัง Sheep in the Box

DACO THAI และ NIPPON HAKU BANGKOK มีโอกาสพูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข่าวเกี่ยวกับ AI การมองความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยี ไปจนถึงเหตุผลที่ภาพยนตร์ของเขาสามารถเชื่อมโยงผู้ชมทั่วโลก รวมถึงผู้ชมชาวไทยมาได้อย่างยาวนาน


เมื่อ AI ไม่ใช่คำตอบ แต่เป็นคำถาม


- ชื่อ Sheep in the Box เปิดโอกาสให้ผู้ชมตีความได้หลากหลายแบบ แล้วสำหรับตัวคุณเองแล้ว “แกะในกล่อง” มีความหมายกับคุณอย่างไรในฐานะผู้กำกับ

ในภาพยนตร์ นิทานเรื่องนี้ปรากฏในฐานะหนังสือนิทานที่แม่อ่านให้ลูกฟัง ซึ่งเป็นชื่อเรื่องที่ยืมมาจากหนังสือนิทานเรื่อง “เจ้าชายน้อย” นั่นเองครับ แม้ว่าจะมีการตีความได้หลากหลายรูปแบบ แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผมมองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้พูดถึง “จินตนาการ” ครับ ผมเลยอยากถ่ายทอดผ่านชื่อเรื่องว่านี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับจินตนาการของมนุษย์ครับ

- ภาพยนตร์ของคุณมักเริ่มต้นจากผู้คนหรือครอบครัวธรรมดา ก่อนจะค่อยๆ พาผู้ชมเดินทางไปสู่ความรู้สึกที่ลึกซึ้ง สำหรับ Sheep in the Box คุณอยากให้ผู้ชมได้รับความรู้สึกแบบไหนกลับบ้านหลังหนังจบ

เอ๋~~ ผู้ชมจะมีความรู้สึกอย่างไรหลังดูจบ นั่นคงเป็นเรื่องของแต่ละคนครับ ผมไม่ได้ตั้งความคาดหวังว่าอยากให้ดูจบแล้วรู้สึกอย่างไรหรือได้อะไรกลับไปครับ แต่ก่อนจะเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมเกิดคำถามขึ้นมาว่า “จริง ๆ แล้ว ผู้ที่จากไปแล้วเป็นของใครกันแน่?” คำถามนั้นกลายเป็นแรงขับเคลื่อนในการเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ ผมจึงสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ขึ้นมา โดยขบคิดคำถามนี้ร่วมกับตัวละครสองสามีภรรยา เลยคิดว่าคงจะดีหากผู้ชมได้ร่วมชบคิดถึงเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันครับ

พูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลัง Sheep in the Box

- เหตุการณ์ไหนที่ทำให้เกิดคำถามที่ทำให้เกิดเรื่อง Sheep in the Box ขึ้นมา

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากข่าวเล็ก ๆ บนอินเตอร์เน็ตเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนครับ ผมได้อ่านเรื่องธุรกิจที่ใช้ AI คืนชีพผู้ที่จากไป ซึ่งได้รับความนิยมในประเทศจีน และเมื่อหลายปีก่อนก็เคยมีรายการของญี่ปุ่นที่ใช้ AI คืนชีพนักร้องชื่อดังให้มาร้องเพลงใหม่ ๆ รวมถึงผมเองก็เคยเห็นโปรแกรมคล้าย ๆ กันของประเกาหลีใต้ เลยรู้สึกว่ากระแสนี้กำลังเกิดขึ้นทั่วเอเชีย พอได้สัมผัสเรื่องพวกนี้ ผมกลับรู้สึกติดใจและเกิดความรู้สึกคาใจบางอย่าง แล้วก็เริ่มคิดขึ้นมาว่า “แล้วคนที่จากไปแล้ว เขาจะรู้สึกอย่างไรกันแน่นะ?”

แต่ตอนนั้นยังไม่ได้เรียบเรียงเป็นคำถามที่ชัดเจนในหัวหรอกนะครับ แต่ถ้าจะเปลี่ยนความคาใจนั้นเป็นคำพูดก็คงเป็นคำถามว่า “ผู้ที่จากไปแล้ว จริง ๆ เป็นของใคร?” ครับ


“จริง ๆ แล้ว ผู้ที่จากไปแล้วเป็นของใครกันแน่?”


- ปัจจุบันผู้กำกับหลายคนเริ่มทดลองใช้ AI ในกระบวนการสร้างภาพยนตร์ด้วยแล้ว และสำหรับคุณ หลังจากทำภาพยนตร์เรื่อง Sheep in the Box แล้ว มุมมองของคุณต่อคำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” และ “จินตนาการ” เปลี่ยนไปหรือไม่

ก็น่าจะส่งผลกระทบและเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเยอะเลยล่ะครับ ถึงแม้ตอนนี้ในกองถ่ายของผมจะยังไม่ได้นำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ก็ตาม แต่การจะปฏิเสธแค่ Generative AI อย่างเดียวก็คงไม่มีประโยชน์อะไรครับ เพราะในการทำภาพยนตร์ก็มีการใช้เทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบอยู่แล้ว เช่น งาน CG เป็นต้น การเปลี่ยนงานที่เคยทำด้วยมือมาใช้คอมพิวเตอร์แทนเป็นกระแสที่เกิดขึ้นมานานแล้วครับ

สิ่งที่กำลังถูกตั้งคำถามในตอนนี้คือ ผู้สร้างจะยอมละทิ้งงานที่สร้างด้วยมือไปจนถึงจุดไหน และจะหยุดอยู่ที่ตรงไหนครับ

- ภาพยนตร์ของคุณได้รับความรักจากผู้ชมชาวไทยมาอย่างยาวนาน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้เรื่องราวของคุณสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมชาวไทยได้

คำถามนี้ผมเองก็เป็นฝ่ายที่อยากรู้เหมือนกันครับ (หัวเราะ) แต่สำหรับตัวผมเองคิดว่าเป็นเพราะการไม่ตัดสินตัวละครครับ ผู้สร้างจะไม่พิพากษาหรือตัดสินตัวละคร นั่นคงเป็นกฎเหล็กข้อเดียวที่ผมกำหนดกับตัวเองไว้ครับ

คนเรามักจะติดนิสัยเผลอแบ่งแยกประเภทว่า คนนี้ถูก คนนี้ผิด คนนี้ดี คนนี้เลว ถ้าเราเน้นโครงเรื่องเป็นหลัก เรามักจะเผลอตัดสินตัวละครเพื่อให้ลงล็อกกับบทบาท ผมเลยพยายามสร้างจากตัวตนของมนุษย์เราก่อน แล้วให้การกระทำของพวกขาถักทอเป็นเรื่องราว แต่มันก็ไม่ได้สำเร็จราบรื่นเสมอไปหรอกนะครับ

พูดคุยกับ Hirokazu Kore-eda ถึงเบื้องหลัง Sheep in the Box

- วัฒนธรรมญี่ปุ่นยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนไทยหลายๆ คน ไม่ว่าจะผ่านอาหาร ดนตรี อนิเมะ หรือภาพยนตร์ สำหรับคุณแล้ว ภาพยนตร์มีบทบาทอย่างไรในการเป็น “สะพานเชื่อม” ที่ทำให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมเข้าใจกันมากขึ้น

อื้ม ก็มีมิตินั้นอยู่ครับ ถึงจะไม่ได้ตังเป้าไว้ แต่พอผลออกมาเป็นแบบนั้นก็ดีใจมากครับ อย่างเรื่อง “Still Walking” ที่ถ่ายทอดเรื่องราวที่มีความเป็นครอบครัวญี่ปุ่นมาก ๆ และอ้างอิงจากเรื่องราวของแม่ผมเอง พอภาพยนตร์ได้ไปฉายที่ต่างประเทศ แล้วมีคนสเปน อังกฤษ อเมริกา หรือบราซิล บวกว่า “นั่นแม่ฉันชัด ๆ” สำหรับผมแล้ว สิ่งนั้นทำให้ผมดีใจที่สุดเลยครับ

- สุดท้ายนี้ อยากฝากอะไรถึงผู้ชมชาวไทย และหวังว่าพวกเขาจะค้นพบอะไรเกี่ยวกับตัวเอง หลังจากได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง Sheep in the Box

สวัสดีครับแฟน ๆ ชาวไทย ผมคือผู้กำกับภาพยนตร์จากประเทศญี่ปุ่น “โคเรเอดะ ฮิโรคาสุ” ครับ ผลงานล่าสุดเรื่อง Sheep in the Box ที่เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ที่ประเทศไทยด้วยนั้นเป็นเรื่องราวของสองสามีภรรยา ซึ่งรับบทโดยคุณอายาเสะ ฮารุกะ และคุณไดโกะ ที่พยายามเริ่มต้นความเป็นครอบครัวใหม่อีกครั้ง ร่วมกับลูกชายที่ฟื้นคืนชีพเป็นฮิวมานอยด์ครับ อย่าลิืมไปรับชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์กันนะครับ ขอบคุณครับ


อ่าน “พูดคุยกับ Lisa Ono ราชินีแห่ง Bossa Nova ผู้เปลี่ยนเสียงดนตรีอันแสนละมุนให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้คนนับล้านคลิก

views