พูดคุยกับ Lisa Ono ราชินีแห่ง Bossa Nova ผู้เปลี่ยนเสียงดนตรีอันแสนละมุนให้กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้คนนับล้าน

หากพูดถึงศิลปินที่ทำให้คำว่า Bossa Nova กลายเป็นดนตรีที่ผู้ฟังชาวเอเชียคุ้นเคยมากที่สุด ชื่อของ Lisa Ono คือหนึ่งในตำนานที่ไม่อาจมองข้าม

ศิลปินหญิงลูกครึ่งญี่ปุ่น-บราซิล ผู้เกิดที่เมืองเซาเปาโลและเติบโตท่ามกลางสองวัฒนธรรม เริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุยังน้อย ก่อนจะเดบิวต์ในปี 1989 ด้วยเสียงร้องอันนุ่มนวลและการเล่นกีตาร์ที่เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ ตลอดเวลากว่า 35 ปีบนเส้นทางสายดนตรี เธอมีผลงานออกมามากกว่า 30 อัลบั้ม และเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ผลักดันให้ Bossa Nova ก้าวออกจากบราซิล จนกลายเป็นแนวดนตรีที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่นและทั่วเอเชีย

นอกจากบทเพลงต้นฉบับแล้ว Lisa Ono ยังเป็นที่รู้จักจากการหยิบเพลงดังจากหลากหลายประเทศและหลากหลายภาษา ไม่ว่าจะเป็นโปรตุเกส อังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น ไปจนถึงภาษาจีน มาถ่ายทอดใหม่ในสไตล์ Bossa Nova ได้อย่างมีเอกลักษณ์ จนหลายเวอร์ชันกลายเป็นเพลงโปรดของผู้ฟังจำนวนมาก ผลงานของเธอจึงไม่ต่างจาก Soundtrack ของช่วงเวลาที่ชีวิตได้พักหายใจ ไม่ว่าจะดังอยู่ในร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โรงแรม หรือระหว่างการเดินทาง เสียงของเธอมักทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอุ่นและผ่อนคลายขึ้นเสมอ

พูดคุยกับ Lisa Ono ราชินีแห่ง Bossa Nova

เดิมทีแฟนเพลงชาวไทยกำลังจะได้ชมคอนเสิร์ตของเธอที่กรุงเทพฯ อย่างเต็มรูปแบบ แม้น่าเสียดายที่การแสดงจะต้องยกเลิกด้วยเหตุจำเป็น แต่ Lisa Ono ก็ยังเดินทางมาประเทศไทย และร่วมงาน LOVE TO LOVE Media Meeting ณ โรงแรม The Peninsula Bangkok พร้อมมินิไลฟ์ความยาวราว 30 นาที ที่สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะเซอร์ไพรส์พิเศษกับการหยิบเพลงไทย “สายชล” มาร้องด้วยความตั้งใจ จนได้รับเสียงปรบมืออย่างอบอุ่นจากทุกคนในห้อง

ในโอกาสนั้น DACO THAI ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยกับเธอถึงเรื่องราวของ Bossa Nova การเติบโตระหว่างบราซิลและญี่ปุ่น มุมมองต่อโลกยุคปัจจุบันที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน รวมถึงเหตุผลว่าทำไมเสียงเพลงของเธอจึงยังคงเป็นพื้นที่ปลอดภัย สำหรับผู้คนทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

เสียงเพลงคือช่วงเวลาที่ทำให้เราหยุดโลกที่หมุนเร็วได้ชั่วขณะ

— หลายคนบอกว่า “เสียงเพลงของคุณเป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัย” สำหรับพวกเขา เมื่อได้ยินคำพูดแบบนี้ คุณรู้สึกอย่างไร และมันมีความหมายกับคุณมากแค่ไหน

ฉันมีความสุขมากเลยค่ะ เวลาได้ยินคนพูดแบบนั้น ตลอดเวลาที่ทำงานดนตรีมา ฉันทำเพลงเพราะตัวเองรักดนตรีจริง ๆ แต่เมื่อรู้ว่าเพลงเหล่านั้นสามารถส่งต่อความรู้สึกดี ๆ ไปถึงผู้ฟังได้ มันยิ่งทำให้มีความสุขเป็นสองเท่า

สำหรับฉัน นั่นเป็นเหมือน “ของขวัญล้ำค่า” ที่นักดนตรีคนหนึ่งจะได้รับเลยค่ะ

คุณเติบโตมาท่ามกลางสองวัฒนธรรม ทั้งบราซิลและญี่ปุ่น บราซิลมอบจังหวะและความสนุกของดนตรี ขณะที่ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยความละเอียดอ่อน ทั้งสองวัฒนธรรมนี้หล่อหลอมวิธีการทำเพลงของคุณอย่างไรบ้าง

— บราซิลกับญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมากค่ะ บราซิลเป็นประเทศที่เปิดเผย สดใส และเต็มไปด้วยพลังชีวิต ส่วนญี่ปุ่นจะมีความอ่อนโยน สุภาพ และค่อนข้างเก็บอารมณ์มากกว่า

แต่สำหรับฉัน ทั้งสองวัฒนธรรมกลับมีความรู้สึกบางอย่างที่เชื่อมโยงถึงกันอยู่เสมอ ฉันคิดว่านั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ Bossa Nova ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในบราซิล สามารถเข้าถึงหัวใจของผู้คนในญี่ปุ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

เพราะแม้ดนตรีจะมีจังหวะที่สดใส แต่ขณะเดียวกันก็มีความละเมียดละไม ความสงบ และพื้นที่ให้ผู้ฟังได้ซึมซับอารมณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นได้อย่างน่าประหลาด

ยิ่งโลกหมุนเร็วเท่าไร ดนตรีก็ยิ่งจำเป็น

— ทุกวันนี้ผู้คนเสพดนตรีกันรวดเร็วกว่าที่เคย แต่ Bossa Nova ก็ยังคงอยู่เหนือกาลเวลา คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้ผู้คนยังต้องการดนตรีแนวนี้อยู่เสมอ

โลกทุกวันนี้เคลื่อนที่เร็วมาก เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว วิธีใช้ชีวิตของผู้คนก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว แต่ถึงโลกจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน ฉันก็ยังเชื่อว่า “ดนตรี” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนยังต้องการอยู่ดีค่ะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ ดนตรีทำให้ผู้คนมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน และเชื่อมโยงกันได้ แม้จะไม่พูดภาษาเดียวกันก็ตาม โดยเฉพาะการแสดงสด เวลาที่ทุกคนมาฟังดนตรีด้วยกัน มันทำให้เรารู้สึกมีพลังมากขึ้น และบางครั้งก็เหมือนทำให้เวลาหยุดลงชั่วขณะ

เราได้หยุดวิ่งตามความเร่งรีบ หยุดมองหน้าจอโทรศัพท์สักพัก (หัวเราะ) แล้วกลับมาใช้ช่วงเวลานั้นอยู่ร่วมกับผู้คนตรงหน้า ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

ฉันคิดว่านั่นคือสิ่งที่ดนตรี ไม่ใช่แค่ Bossa Nova แต่เป็นดนตรีทุกแนวเพลง สามารถมอบให้เราได้เสมอ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหนก็ตาม

พูดคุยกับ Lisa Ono ราชินีแห่ง Bossa Nova

— ตลอดเส้นทางดนตรี คุณนำเพลงจากหลากหลายประเทศและหลากหลายภาษามาตีความใหม่ในสไตล์ของตัวเองอยู่เสมอ เวลาจะเลือกเพลงหนึ่งเพลงมาเรียบเรียงใหม่ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกว่า “เพลงนี้สามารถกลายเป็น Bossa Nova ได้”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันนำเพลงจากหลายแนวมาเรียบเรียงใหม่เป็น Bossa Nova ทั้งเพลง Latin, Jazz หรือแม้แต่ Rock & Roll

สำหรับฉัน การทำเพลงคัฟเวอร์ไม่ใช่การเปลี่ยนแค่จังหวะหรือเรียบเรียงดนตรีใหม่เท่านั้น แต่คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจตัวตนของเพลงแต่ละเพลง และพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเสน่ห์ของแนวดนตรีนั้น ๆ

ทุกครั้งที่ได้ทำแบบนี้ ฉันรู้สึกเหมือนได้ออกไปค้นพบโลกใบใหม่อยู่เสมอ มันเป็นทั้งความท้าทาย และเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันอยากสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ต่อไปไม่รู้จบค่ะ

“ขอบคุณที่เลือกเปิดเพลงของฉัน”

—  หลายคนอาจใช้เวลาอยู่กับเพลงของคุณโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะในร้านกาแฟ ร้านหนังสือ โรงแรม หรือระหว่างการเดินทาง คุณรู้สึกอย่างไรที่เสียงเพลงของคุณได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉันมีความสุขมากจริง ๆ ค่ะ ทุกวันนี้โลกมีดนตรีให้เลือกฟังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Jazz, Rock, Pop หรืออีกหลายแนว

เพราะฉะนั้น เวลาที่มีใครสักคนเลือกเปิดเพลงของฉัน ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ในร้านกาแฟ ระหว่างเดินทาง หรือในช่วงเวลาที่อยากพักผ่อน ฉันรู้สึกขอบคุณจากใจจริง ๆ ขอบคุณที่เลือกให้เสียงเพลงของฉันได้เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตคุณ

สำหรับนักดนตรีแล้ว แค่นั้นก็เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่มากแล้วค่ะ

— หากต้องอธิบายคำว่า “Bossa Nova” ผ่านเพียงภาพหนึ่งภาพ หรือช่วงเวลาธรรมดา ๆ ในชีวิตประจำวัน คุณจะเลือกช่วงเวลาแบบไหน

ฉันคงเลือก “ช่วงพระอาทิตย์ตก” ค่ะ เป็นช่วงเวลาที่ฉันชอบมากที่สุด และคิดว่าเหมาะกับการฟัง Bossa Nova มากที่สุดเช่นกัน

ตอนที่พระอาทิตย์กำลังค่อย ๆ ลับขอบฟ้า ทุกอย่างดูสงบลง ผู้คนเริ่มผ่อนจังหวะของวัน และบรรยากาศรอบตัวก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปอย่างอ่อนโยน สำหรับฉัน นั่นคือช่วงเวลาที่ดนตรี Bossa Nova เข้ากับธรรมชาติที่สุด

วันนี้เอง เราก็กำลังจะได้ใช้ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดินด้วยกันที่กรุงเทพฯ หวังว่าทุกคนจะได้ดื่มด่ำกับช่วงเวลานั้นไปพร้อมกับเสียงเพลงนะคะ (ยิ้ม)

พูดคุยกับ Lisa Ono ราชินีแห่ง Bossa Nova

รูปภาพโดย: Live Nation Tero, Thanwa L

— ครั้งนี้คุณได้กลับมาแสดงที่กรุงเทพฯ ในบรรยากาศแบบใกล้ชิด ณ The Peninsula Bangkok การแสดงในสถานที่ที่อบอุ่นและเป็นกันเองแบบนี้ แตกต่างจากเวทีใหญ่ ๆ อย่างไร และส่งผลต่อการสื่อสารกับผู้ชมอย่างไรบ้าง

การแสดงในสถานที่แบบนี้ทำให้เราสื่อสารกับผู้ชมได้โดยตรงมากค่ะ มันเป็นบรรยากาศที่ใกล้ชิดและอบอุ่นมาก ทุกคนอยู่ใกล้กันจนสามารถมองเห็นสีหน้าและรับรู้ความรู้สึกของกันและกันได้อย่างชัดเจน

แม้ว่าครั้งนี้ฉันจะไม่ได้พาวงดนตรีมาแบบเต็มรูปแบบ มีเพียงนักเปียโนกับฉันเท่านั้น แต่ก็หวังว่าในครั้งหน้าจะมีโอกาสพาสมาชิกทุกคนมาร่วมแสดงด้วยกัน

ฉันเชื่อว่าถ้าได้เล่นแบบวงดนตรีเต็มรูปแบบ พลังของการแสดงจะยิ่งสนุกและเต็มไปด้วยชีวิตชีวามากกว่านี้แน่นอนค่ะ (หัวเราะ)

— หากมีผู้อ่านที่เพิ่งจะได้รู้จัก Lisa Ono เป็นครั้งแรกหลังจากอ่านบทสัมภาษณ์นี้ คุณอยากให้พวกเขาเริ่มต้นจากเพลงไหนเป็นพิเศษ

เพลงไหนก็ได้เลยค่ะ (หัวเราะ) ฉันเริ่มต้นเส้นทางนักร้องด้วยการร้องเพลงภาษาโปรตุเกส และหลังจากนั้นก็ได้ทำอัลบั้มออกมาอีกมากมาย ระหว่างทาง ฉันค่อย ๆ เรียนรู้การร้องเพลงในภาษาอื่น ๆ ทั้งภาษาฝรั่งเศส ภาษาอิตาลี รวมถึงภาษาไทยด้วย

ทุกอัลบั้ม ทุกเพลงที่ฉันทำ ล้วนเกิดจากความตั้งใจเดียวกัน คืออยากให้ผู้ฟังมีความสุข เพราะฉะนั้น จะเริ่มจากเพลงไหนก็ได้ค่ะ ถ้าหากบทเพลงนั้นสามารถทำให้คุณยิ้มได้ ฉันก็ดีใจแล้ว

หายใจเข้าลึก ๆ แล้วปล่อยทุกอย่างไป

— หลายคนเลือกเปิดเพลงของคุณในช่วงเวลาที่อยากชะลอจังหวะชีวิต หากคุณสามารถฝากข้อคิดเพียงหนึ่งข้อถึงผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่เร่งรีบทุกวันนี้ คุณอยากบอกอะไร

หายใจเข้าลึก ๆ ก่อนค่ะ (หัวเราะ) แล้วก็ปล่อยมันไป

บางครั้งเราอาจพยายามแบกทุกอย่างไว้มากเกินไป แต่การได้หยุดพักเพียงสักครู่ สูดลมหายใจเข้าให้เต็มปอด แล้วปล่อยความกังวลออกไปบ้าง ก็อาจทำให้เรากลับมายิ้มได้อีกครั้ง

ก่อนจบบทสนทนา Lisa Ono ยังฝากข้อความถึงแฟน ๆ ชาวไทยด้วยรอยยิ้มว่า

“ฉันชอบประเทศไทยมากค่ะ ทั้งผู้คนและอาหาร ทุกครั้งที่ได้มาเมืองไทย ฉันรู้สึกผ่อนคลาย เพราะทุกคนยิ้มแย้มและต้อนรับอย่างอบอุ่นเสมอ หวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้กลับมาพบกันอีก และได้เล่นคอนเสิร์ตที่ทุกคนจะมาสนุกด้วยกันค่ะ”

การพูดคุยกับ Lisa Ono ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเสียงเพลงของเธอจึงไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

ตลอดเวลาที่เธอตอบคำถาม ไม่ว่าจะพูดถึงดนตรี ผู้คน หรือแม้แต่การใช้ชีวิต เธอไม่เคยใช้คำที่ซับซ้อนเลย หากแต่ทุกคำตอบกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น ความอ่อนโยน และความจริงใจแบบเดียวกับที่เราสัมผัสได้จากบทเพลงของเธอ

บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนเรียกเสียงเพลงของ Lisa Ono ว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” โดยไม่รู้ตัว เพราะท่ามกลางโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน เพลงของเธอยังคงชวนให้เราหยุดพัก หายใจลึก ๆ และใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันอีกสักนิด

แม้ครั้งนี้แฟนเพลงชาวไทยจะยังไม่มีโอกาสได้ชมคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่จากรอยยิ้มของเธอระหว่างการแสดง และคำสัญญาที่บอกว่า “หวังว่าจะได้กลับมาพร้อมวงดนตรีเต็มรูปแบบ” ก็ทำให้เราเชื่อว่านั่นคงไม่ใช่คำพูดส่งท้ายธรรมดา

และเมื่อวันนั้นมาถึง เชื่อว่าหลายคนคงพร้อมจะใช้เวลาช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ฟัง Bossa Nova เคล้าเสียงกีตาร์ของ Lisa Ono ไปด้วยกันอีกครั้ง อย่างที่เธอหวังไว้ และอย่างที่พวกเราก็หวังเช่นเดียวกัน

views