KID PHENOMENON กับเงาสะท้อนใน “Mirror” เมื่อการเป็นตัวเองอาจเป็นสิ่งที่กล้าหาญที่สุด
ในโลกของ J-POP ที่เต็มไปด้วยศิลปินรุ่นใหม่มากความสามารถ มีบางวงที่ไม่ได้แค่มาเพื่อปล่อยเพลงใหม่หรือสร้างกระแสชั่วคราว แต่กำลังค่อย ๆ วางรากฐานของตัวเองในฐานะ “ปรากฏการณ์” ใหม่อย่างแท้จริง และ KID PHENOMENON from EXILE TRIBE ก็คือหนึ่งในนั้น
7 หนุ่มจากค่าย LDH JAPAN คือ KOTA, KENSUKE, TSUBASA, RUI, SHUNNOSUKE, SOMA และ KOHAKU ถือกำเนิดจากโปรเจกต์ออดิชันขนาดใหญ่ของ LDH JAPAN อย่าง iCON Z ~Dreams For Children~ ก่อนเดบิวต์อย่างเป็นทางการในปี 2023 พร้อมภาพลักษณ์ของกลุ่มศิลปิน Dance & Vocal ที่สะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในโตเกียว ผ่านแนวคิดที่พวกเขาเรียกว่า “TOKYO NEO POP” ดนตรีที่ผสมผสานวัฒนธรรม ความสร้างสรรค์ และพลังของยุคสมัยเข้าไว้ด้วยกัน

เส้นทางหลังเดบิวต์ของพวกเขาเติบโตอย่างน่าจับตา ทุกซิงเกิลที่ปล่อยออกมาพุ่งเข้าสู่ Top 5 ของ Oricon Weekly Chart อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ชื่อของวงเริ่มขยายออกไปนอกญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งการแสดงต่างประเทศครั้งแรกที่เวียดนาม การปรากฏตัวต่อหน้าแฟน ๆ ในไทย และล่าสุดกับการขึ้นเวที SXSW 2026 ที่ Austin, Texas หมุดหมายสำคัญที่ทำให้ภาพของ “Global group” เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับทั้ง 7 คน
และในช่วงเวลาที่หลายคนอาจคาดหวังให้พวกเขาเดินหน้าด้วยเพลงที่หนักแน่น ดุดัน หรือเต็มไปด้วยพลังแบบเดิม KID PHENOMENON กลับเลือกพาเราไปอีกทิศทางผ่านซิงเกิลลำดับที่ 7 อย่าง “Mirror” เพลง Mellow ที่นิ่งกว่า อ่อนโยนกว่า และตั้งคำถามกับความรู้สึกข้างในของตัวเองมากกว่าเดิม เพลงนี้พูดถึงการใช้ชีวิตท่ามกลางความคาดหวัง การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นในยุคโซเชียลมีเดีย และช่วงเวลาที่เราอาจเผลอทำ “ตัวตนที่แท้จริง” หล่นหายไป โดยส่งข้อความเรียบง่ายแต่ทรงพลังว่า “การเป็นตัวของตัวเองนั้นไม่เป็นไรเลย”
และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา DACO THAI และ NIPPON HAKU BANGKOK ก็มีโอกาสได้เจอกับทั้ง 7 หนุ่มแบบใกล้ชิดในช่วงที่พวกเขาเดินทางมาเยือนไทยตรงกับเทศกาลสงกรานต์พอดี แน่นอนว่าเราไม่พลาดที่จะชวนพวกเขามาพูดคุยถึงซิงเกิลใหม่ “Mirror” ความรู้สึกต่อแฟน ๆ ต่างประเทศ เส้นทางสู่เวทีโลก รวมถึงโมเมนต์สนุก ๆ จากการเล่นน้ำสงกรานต์ครั้งแรกที่ดูเหมือนจะกลายเป็นความทรงจำสุดประทับใจของพวกเขาไปแล้วเรียบร้อย

การเติบโตของ 7 หนุ่มผู้กำลังสร้างปรากฏการณ์บทใหม่ของ J-POP
— ถ้าให้ KID PHENOMENON แนะนำตัวกับแฟนชาวไทยใน 1 ประโยค อยากให้ทุกคนรู้จักพวกคุณว่าเป็นวงแบบไหน?
KENSUKE: พวกเรากำลังพยายามสร้างปรากฏการณ์รูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “KID PHENOMENON” ซึ่งนั่นเองคือความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังชื่อวงของพวกเราครับ
โตเกียว เมืองที่พวกเราอาศัยอยู่ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมหลากหลาย แต่ละย่านก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไป เป็นสถานที่ที่หลอมรวมวัฒนธรรมมากมายเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าสนใจ และเพราะพวกเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมแบบนั้น เราจึงซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้ามาโดยธรรมชาติ
สิ่งที่พวกเราอยากถ่ายทอดผ่าน KID PHENOMENON คือดนตรีรูปแบบใหม่ที่เราเรียกว่า “TOKYO NEO POP” และหวังว่าสักวันหนึ่ง ดนตรีแบบนี้จะไม่ได้เป็นแค่แนวเพลงใหม่ แต่จะกลายเป็นวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ได้ด้วย นั่นแหละครับคือสิ่งที่พวกเราอยากเป็นครับ

KENSUKE SOREMATSU
— ถ้าต้องใช้ “3 คำ” อธิบายตัวตนของวงตอนนี้ จะเลือกคำว่าอะไรบ้าง?
TSUBASA: ผมขอเลือก Fashion, Creative และ Genius ครับ
คำว่า Fashion สำหรับพวกเราไม่ได้หมายถึงแค่การแต่งตัวให้ดูดี แต่คือการตั้งใจจะเป็นผู้นำเทรนด์ของแต่ละยุคสมัย พวกเราศึกษาเรื่องแฟชั่นกันเอง และแต่ละคนก็พยายามครีเอตสไตล์ของตัวเองให้แตกต่างและร่วมสมัยอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นคำแรกคือ Fashion ครับ
ส่วน Creative เป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของพวกเรามาก เพราะพวกเรามีส่วนร่วมในการออกแบบการแสดงสดด้วยตัวเอง ตั้งแต่ท่าเต้น ตำแหน่งบนเวที การปรับโชว์ให้เหมาะกับแต่ละสถานที่ รวมไปถึงการจัดแสง ดนตรี Dance Track และ Setlist ว่าอยากให้โชว์ออกมาในอารมณ์แบบไหน
พวกเราพูดคุยและช่วยกันตัดสินใจในหลาย ๆ รายละเอียดด้วยตัวเอง การได้มีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์แบบนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่านี่คือหนึ่งในตัวตนสำคัญของพวกเราจริง ๆ
และสุดท้ายคือ Genius ครับ พวกเราเชื่อว่าทุกคนมีพรสวรรค์เฉพาะตัว มีความสามารถ ความทะเยอทะยาน และความเชื่อมั่นในตัวเองว่าเราสามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้ต่อไป ความเชื่อนั้นทำให้เรากล้าที่จะผลักดันตัวเองอยู่เสมอ เพราะแบบนั้น ผมเลยอยากใช่คำว่า Genius ครับ

TSUBASA ENDO
“ไม่เป็นไรที่จะเป็นตัวเอง” คุยกับ KID PHENOMENON ถึง Mirror, Gen Z และความฝันระดับโลก
— ซิงเกิล “Mirror” มีโทนที่นุ่มขึ้น และพาเรากลับมามองความรู้สึกของตัวเองมากขึ้น อยากให้เล่าถึงคอนเซ็ปต์หรือที่มาของเพลงนี้ให้ฟังหน่อย ว่าเริ่มต้นจากอะไร และอยากสื่อสารอะไรกับผู้ฟังบ้าง?
KOTA: สำหรับเพลง “Mirror” ครั้งนี้ พวกเราตั้งใจจะก้าวไปอีกขั้นจากเพลง “Unstoppable” ก่อนหน้านี้ ด้วยการนำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ให้ทุกคนได้เห็นครับ
เพลงนี้เป็นเหมือนความพยายามของพวกเราที่อยากทำทุกอย่างให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ เพลง และข้อความที่อยากส่งต่อ แม้เนื้อเพลงจะเป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งหมด แต่สำหรับพวกเรา มันเป็นส่วนที่สำคัญมาก และเป็นสิ่งที่เราให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ
สิ่งที่เพลงนี้พูดถึงคือ “ความงดงามของการเป็นตัวของตัวเอง” ผมคิดว่านี่เป็นข้อความที่หลายคนสามารถเข้าใจและเข้าถึงได้ เพราะมันกำลังบอกเราว่า “การเป็นตัวเองนั้นไม่เป็นไรเลย” เพลงนี้จึงเป็นเหมือนการชวนให้เราหันกลับมามองตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยืนหยัดเพื่อตัวเอง และกล้าที่จะแสดงตัวตนของเราในแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้
นั่นคือเหตุผลที่เพลงนี้มีความหมายกับพวกเรามาก และพวกเราก็หวังว่ามันจะเข้าถึงหัวใจของผู้ฟังได้ เพราะสำหรับพวกเรา “Mirror” ไม่ใช่แค่เพลง แต่เป็นสารบางอย่างที่อยากส่งต่อไปถึงทุกคนครับ

KOTA YAMAMOTO
— เพลง “Mirror” พูดถึงการเป็นตัวเองในโลกที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง มีท่อนหรือเนื้อเพลงไหนที่ตรงกับชีวิตจริงของแต่ละคนมากที่สุดไหม?
SOMA: มีท่อนหนึ่งที่ผมรู้สึกเชื่อมโยงมากครับ “เสแสร้งตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูปลอดภัย ความภาคภูมิใจที่ฉันคิดว่ากำลังปกป้องอยู่” ผมคิดว่าในยุคที่โซเชียลมีเดียมีอิทธิพลมาก เราเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นได้ง่ายมากจริง ๆ บางครั้งพอเห็นสิ่งต่าง ๆ บนโลกออนไลน์ เราก็อาจเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า
“มันควรจะเป็นแบบนี้หรือเปล่า”
“หรือฉันควรจะเป็นแบบนี้?”
สุดท้ายเราก็พยายามหาคำตอบที่ถูกต้องที่สุด พยายามจะเป็นทุกอย่างให้ได้ จนบางครั้งก็ฝืนตัวเอง และกลายเป็นคนที่ไม่ใช่ตัวเรา แต่เวลาที่ได้ฟังเพลง “Mirror” ในช่วงเวลาแบบนั้น ผมรู้สึกเหมือนได้รับข้อความที่บอกว่า “ไม่เป็นไรนะที่จะเป็นตัวของตัวเอง”
และมันทำให้ผมรู้ว่าการเผชิญหน้ากับตัวเองคือสิ่งสำคัญที่สุด ไม่ว่าจะมีเสียงหรือข้อความจากภายนอกถาโถมเข้ามามากแค่ไหน ความรู้สึกข้างในของเราก็ยังสำคัญ เพราะแบบนั้น ผมเลยรู้สึกเชื่อมโยงกับท่อนนี้มาก และมันเป็นเพลงที่มอบพลังให้ผมจริง ๆ ครับ

SOMA KAWAGUCHI
— ถ้า “Mirror” เป็นคนคนหนึ่ง เขาจะเป็นคนแบบไหน?
SHUNNOSUKE: อย่างที่โซมะพูดไปก่อนหน้านี้ครับ เรื่องการพยายามซ่อนความรู้สึกเอาไว้หลังรอยยิ้มที่ดูปลอดภัย
ผมคิดว่าถ้า “Mirror” เป็นคนคนหนึ่ง เขาคงเป็นคนที่จิตใจดีมาก ๆ แต่ข้างในกลับกำลังเจ็บปวดอยู่ เขาไม่สามารถแสดงให้คนอื่นเห็นได้จริง ๆ ว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน บางทีแค่การเป็นตัวของตัวเอง ก็อาจทำให้รู้สึกกลัวว่าจะถูกไม่ชอบ ถูกปฏิเสธ หรือถูกตัดสิน
โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้เราถูกมองเห็น ถูกประเมิน และถูกตัดสินได้ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้พูดคุยกันแบบเผชิญหน้าก็ตาม ทุกคนต่างพยายามดิ้นรนเพื่อปรับตัวให้เข้ากับสังคม จนบางครั้งอาจเผลอสูญเสียตัวตนของตัวเองไป
เพราะฉะนั้น ถ้าจะสรุปสั้น ๆ ผมคิดว่า “Mirror” น่าจะเป็น “เด็กที่มีจิตใจดีมาก ๆ คนหนึ่ง” ครับ

SHUNNOSUKE SATO
— ถ้าให้พูดกับตัวเองในกระจกได้ 1 ประโยค อยากจะพูดกับตัวเองว่าอะไร?
KOHAKU: “วันนี้ก็เท่เหมือนเดิมเลยนะ”
RUI: ว้าววว… เท่… เท่… เท่… (หัวเราะ) “นี่มันจะเท่อะไรขนาดนี้เนี่ย!”
KOTA: “นายเป็นคนดีนะ”
TSUBASA: จริง ๆ ผมอยากยืมเนื้อเพลงจากเพลง Mirror มาใช้เลยครับ “เป็นตัวเองแบบนี้น่ะดีแล้วล่ะนะ” ผมน่าจะพูดแบบนั้นกับตัวเองในกระจกครับ
— ประสบการณ์ที่งาน SXSW 2026 ที่ Austin, Texas เป็นยังไงบ้าง มีโมเมนต์ไหนไหมที่ทำให้รู้สึกว่า “เรากำลังก้าวไปสู่ระดับโลกจริง ๆ”?
KENSUKE: ครั้งนี้พวกเราได้ไปแสดงที่งาน SXSW ซึ่งถือเป็นการแสดงครั้งแรกของพวกเราในอเมริกาเลยครับ แน่นอนว่ามีหลายอย่างที่เราไม่คุ้นเคย และยังมีอีกหลายสิ่งที่เราไม่รู้ พวกเราเลยใช้เวลาคิดกันอย่างจริงจังว่า จะทำอย่างไรให้ดนตรีของเรา และข้อความที่อยากส่งต่อ สามารถไปถึงผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่รู้จักพวกเราได้
เพราะแบบนั้น พวกเราจึงช่วยกันออกแบบทั้ง Setlist และ Dance Track ให้มีความหลากหลาย และไม่ใช่แค่เรื่องบนเวทีเท่านั้นนะครับ ก่อนวันแสดง รวมถึงในวันจริง พวกเรายังออกไปแจกโปสการ์ด พร้อมกับ HI-CHEW ขนมจากญี่ปุ่นให้กับผู้คนด้วย พร้อมชวนพวกเขาว่า “เดี๋ยวพวกเราจะมีการแสดงนะ อย่าลืมมาดูกันนะ!” พวกเราทุ่มเททุกอย่างที่มีลงไปจริง ๆ ครับ
และเมื่อผู้คนที่ได้ดูโชว์ของพวกเราเป็นครั้งแรก เริ่มเต้นไปด้วยกัน ร้องไปด้วยกัน และสนุกไปกับพวกเราในช่วงเวลานั้น มันทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่พยายามทำ สามารถเข้าถึงหัวใจของคนที่ไม่เคยรู้จักเรามาก่อนได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ในญี่ปุ่น แต่รวมถึงในต่างประเทศด้วย สำหรับพวกเรา มันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมาก และทำให้รู้สึกมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วยครับ
— ช่วงที่ผ่านมา วงได้เจอแฟนต่างประเทศมากขึ้น มีโมเมนต์ไหนไหมที่ทำให้รู้สึกว่า “เพลงของเราสื่อสารข้ามภาษาได้จริง ๆ”?
RUI: นั่นสินะครับ ผมดีใจมากจริง ๆ ที่ช่วงนี้พวกเราได้มีโอกาสไปแสดงในหลายประเทศมากขึ้น และมันเป็นประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมมากที่ได้สื่อสารกับผู้คนที่ก่อนหน้านี้เราอาจไม่เคยมีโอกาสได้พบเจอกันเลย ผ่านการแสดงของพวกเรา แม้เนื้อเพลงของพวกเราจะเป็นภาษาญี่ปุ่น และสิ่งที่เราพูดบนเวทีก็เป็นภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน แต่มันน่าทึ่งมากที่ได้เห็นแฟน ๆ ขยับตัวไปตามจังหวะดนตรีอย่างเป็นธรรมชาติ
บางคนร้องตามเพลงของพวกเราได้ด้วย ทั้งที่เพลงเป็นภาษาญี่ปุ่น ช่วงเวลาแบบนั้นทำให้เกิดความรู้สึกเชื่อมโยงขึ้นมาจริง ๆ ครับ มันทำให้เรารู้สึกว่า การแสดงของพวกเรากำลังเดินมาถูกทางแล้ว และเราสามารถก้าวข้ามกำแพงของภาษา เพื่อส่งต่อทั้งพลังและข้อความที่อยู่ในดนตรีของเราได้จริง ๆ
การได้เห็นปฏิกิริยาเหล่านั้นจากทุกคน เป็นความสุขมากสำหรับพวกเรา และกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เราอยากเดินหน้าต่อไปครับ

RUI SUZUKI
— ครั้งนี้มาช่วงสงกรานต์พอดี เป็นครั้งแรกไหม แล้วได้ลองทำอะไรในเทศกาลนี้แล้วบ้าง?
KOHAKU: ก่อนจะมาประเทศไทยครั้งนี้ ผมได้ยินมาค่อนข้างเยอะเลยครับว่า ถ้ามาช่วงสงกรานต์ ยังไงก็ต้องเปียกแน่ ๆ (หัวเราะ) แต่พอได้มาสัมผัสด้วยตัวเองจริง ๆ มันเป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นมาก แบบที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนเลย
สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ ในเทศกาลนี้ไม่ได้มีแค่คนไทยเท่านั้น แต่ยังมีผู้คนจากทั่วโลกมาร่วมสนุกด้วย ทุกคนสนุกไปกับเทศกาลเดียวกัน โดยไม่แบ่งแยกภาษา ไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ผมว่ามันเป็นภาพที่น่าทึ่งมากนะครับ ที่ได้เห็นผู้คนมากมายสนุกกับวัฒนธรรมสงกรานต์ร่วมกันแบบนั้น สำหรับผม มันเป็นบรรยากาศที่สงบสุข และเต็มไปด้วยความสุขมากจริง ๆ ครับ

KOHAKU OKAO
— จากครั้งก่อนที่มาไทย มีความทรงจำหรือโมเมนต์ไหนที่ยังจำได้ชัดเจนจนถึงตอนนี้?
TSUBASA: ตัวผมเองเป็นลูกครึ่งฟิลิปปินส์–ญี่ปุ่น และชื่นชอบบรรยากาศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตลอดครับ ไม่ใช่แค่ตัวเมืองนะครับ แต่รวมถึงผู้คนด้วย โดยเฉพาะคนไทย ผมรู้สึกว่าพลังหรือบรรยากาศบางอย่างของที่นี่เข้ากับผมมากจริง ๆ ทุกครั้งที่ได้มาประเทศไทย มันเป็นช่วงเวลาที่สนุกมาก และทำให้ผมรู้สึกดีเสมอ เพราะแบบนั้น ผมเลยรักประเทศไทยมาก ๆ ครับ
— สุดท้าย อยากฝากอะไรถึงแฟน ๆ ชาวไทย
KENSUKE: แม้ว่าประเทศไทยจะอยู่ห่างจากญี่ปุ่นไม่น้อยเลย แต่การที่ทุกคนคอยสนับสนุนพวกเรามาโดยตลอด ทั้งเพลงของพวกเรา การแสดงของพวกเรา รวมถึงสิ่งที่พวกเราพยายามส่งต่อผ่านความบันเทิงในรูปแบบต่าง ๆ มันเป็นเรื่องที่วิเศษมากจริง ๆ พวกเราดีใจและมีความสุขมาก ๆ ครับ
จากนี้ พวกเราจะพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นถึงพัฒนาการที่เติบโตขึ้นของพวกเรา และจะตั้งใจฝึกฝนอย่างหนัก เพื่อให้ได้กลับมาแสดงที่ประเทศไทยบ่อยขึ้น หวังว่าสักวันหนึ่ง พวกเราจะได้มีคอนเสิร์ตของตัวเองที่ประเทศไทยจริง ๆ หวังว่าทุกคนจะตั้งตารอวันนั้นไปด้วยกันนะครับ
แล้วก็… ถ้าครั้งหน้าพวกเราได้กลับมาช่วงสงกรานต์อีก ผมจะพกปืนฉีดน้ำที่ใหญ่กว่าเดิมมาแน่นอนครับ! ครั้งหน้าจะต้องเอาชนะทุกคนให้ได้! (หัวเราะ) ฝากตัวด้วยนะครับ!

เงาสะท้อนของคนรุ่นใหม่ที่กำลังเติบโต
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ KID PHENOMENON อาจไม่ใช่แค่พลังบนเวที ความคมของการแสดง หรือสถานะของศิลปินรุ่นใหม่จาก LDH JAPAN ที่กำลังขยายฐานแฟนไปทั่วโลกเท่านั้น แต่คือความสามารถในการหยิบเอาความรู้สึกที่คลุมเครือ เปราะบาง และซับซ้อนของคนรุ่นนี้ มาถ่ายทอดออกมาในแบบที่เข้าถึงได้จริง
Mirror อาจไม่ใช่เพลงที่เสียงดังที่สุดในดิสโกกราฟีของพวกเขา แต่กลับเป็นเพลงที่พูดกับหัวใจของผู้ฟังได้ชัดเจนไม่น้อยที่สุด
ถ้าคุณเคยรู้สึกว่าตัวเองกำลังพยายามเป็นในแบบที่โลกอยากให้เป็น
ถ้าคุณเคยเผลอเปรียบเทียบตัวเองกับใครบางคนบนหน้าจอ
หรือถ้าคุณแค่ต้องการเพลงสักเพลงที่เตือนว่า “การเป็นตัวเองนั้นไม่เป็นไรเลย”
บางที Mirror อาจเป็นเพลงที่คุณกำลังมองหาอยู่ก็ได้
และสำหรับแฟน ๆ ชาวไทย ดูเหมือนประเทศไทยจะกลายเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ทั้ง 7 หนุ่มรู้สึกผูกพันขึ้นเรื่อย ๆ ไม่แน่ว่าครั้งหน้าเราอาจไม่ได้แค่เห็นพวกเขากลับมาพร้อมการแสดงที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แต่อาจได้เห็น KID PHENOMENON พร้อมปืนฉีดน้ำกระบอกใหญ่ ลงสนามสงกรานต์รีแมตช์กับแฟน ๆ ชาวไทยอีกครั้งก็เป็นได้
ระหว่างนั้น ลองเปิดฟัง “Mirror” แล้วติดตามก้าวต่อไปของ KID PHENOMENON กันไว้ให้ดี เพราะถ้าดูจากโมเมนตัมตอนนี้ ปรากฏการณ์บทใหม่ของพวกเขาเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นเอง
ติดตามความเคลื่อนไหวและเป็นกำลังใจให้ KID PHENOMENON from EXILE TRIBE ได้ทาง
Website / YouTube / Instagram / TikTok / x / Facebook
อ่าน “บทสัมภาษณ์พิเศษ: LIL LEAGUE กับอัลบั้ม NEOMATIC และการก้าวสู่เจเนอเรชันใหม่ของ J-POP” คลิก
