COVID-19: เพราะปิดโรงเรียน (แม่)จึงเจ็บปวด
8 March 2020

COVID-19 กับการปิดโรงเรียนที่กระทบเหล่าคุณแม่


 

สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ไม่พ้น COVID-19 ซึ่งแพร่ระบาดสร้างความกลัวให้แก่คนทั้งโลก กิจกรรมในชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างการออกไปทำงาน หรือแม้กระทั่งจับจ่ายใช้สอยซื้อของล้วนเป็นกิจกรรมเสี่ยงเพราะต้องพบปะผู้คนในที่สาธารณะ ไหนจะประสบปัญหาหน้ากากอนามัยขาดตลาดอีก เหมาะสมที่จะกล่าวว่าเป็นยุคสมัยที่ชีวิตขับเคลื่อนด้วยความกลัวโดยแท้

ฉะนั้นเราเลยมีโอกาสได้เห็นนโยบายของบริษัทหลายแห่งที่มีมาตรการสำหรับพนักงานไม่ว่าจะเป็นการตรวจอุณหภูมิคนก่อนเข้าอาคาร แจ้งหน้ากากอนามัย (ถ้าหาได้) หรือแจกเจลล้างมือเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยบางที่ก็ประกาศหยุดเพราะเจอสถานการณ์สุ่มเสี่ยง หรือโรงเรียนที่กำลังจัดกิจกรรมก็ต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสถานการณ์อันตรายที่กำลังเกิดขึ้น ไอ้เราก็เห็นด้วยเพราะถ้าลูกหลานอยู่ในสายตาของผู้ปกครองก็ย่อมเกิดความสบายใจอยู่แล้ว

ประเทศญี่ปุ่นเองก็ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาเช่นเดียวกัน เราได้เห็นว่ามีการตรวจประชากรอย่างจริงจังรวมรวมไปถึงการเคลื่อนไหวเพื่อคิดมาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ หลายคนอาจได้ยินข่าวเมื่อไม่นานมานี้ว่า แจ็ก หม่า บริจาคหน้ากากอนามัยแก่ประเทศญี่ปุ่นถึง 1 ล้านชิ้น ในวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา เขายังกล่าวว่าเพราะเมื่อจีนพบเหตุวิกฤตขาดแคลนผ้าปิดปากและชุดป้องกัน ทางญี่ปุ่นก็คอยส่งของช่วยเหลือมาตลอด เป็นการแสดงเจตจำนงอยากช่วยเหลือเพื่อตอบแทน นับว่าแสดงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสองประเทศนี้ อย่างน้อยท่ามกลางความโหดร้ายก็ยังมีอะไรที่ทำให้รู้สึกมีหวังได้บ้าง

ข่าวล่าสุดที่ได้ยินเกี่ยวกับมาตรการการยับยั้งการแพร่เชื้อไวรัสคือ ประธานาธิบดี ชินโซ อาเบะ ประกาศแผนหยุดโรงเรียนทั่วประเทศเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยจะหยุดตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไปจนไปถึงปลายเดือนเลยทีเดียว และยังกล่าวอีกด้วยว่าช่วงเวลานี้สำคัญมากที่จะตัดสินว่าญี่ปุ่นสามารถยับยั้งการแพร่กระจายของไวรัสได้เหรือไม่ เนื่องจากตอนนี้ประเทศญี่ปุ่นมียอดผู้ติดเชื้อเกือบพันคน รวมสมาชิกบนเรือที่ถูกกักตัวกว่า 706 ชีวิต ทั้งนี้ยังมีผู้เสียชีวิตอีก 12 ราย ฉะนั้นแหล่งที่มีคนอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างโรงเรียนจึงจำเป็นต้องปิดลงชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยต่อเยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเป็นการตัดผู้ที่มีความเสี่ยงออกจากชุมชน รวมไปถึงตัดผู้ที่ไม่ได้ป่วยให้ออกจากความเสี่ยงอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม มันกลับส่งผลกระทบบางอย่างต่อเหล่าคุณแม่ในญี่ปุ่นเสียอย่างนั้น และเหตุผลที่พวกเธอกล่าวก็อาจฟังดูเข้าท่าบ้าง

ในประเทศที่การจ้างพี่เลี้ยงเด็กไม่ใช่เรื่องปกติเหมือนประเทศไทย มีคนมากมายคาดหวังให้แม่รับผิดชอบเลี้ยงดูลูก ทำให้หญิงญี่ปุ่นหลายๆ คนที่มีงานประจำ กลับมีเวลาในการทำงานน้อยลง แล้วยิ่งเป็นปัญหาเข้าไปใหญ่สำหรับผู้ปกครองเลี้ยงเดี่ยวที่ลูกมีความพิการ แม่ชาวญี่ปุ่นบางคนส่งลูกไปที่สถานรับดูแลเด็กในชุมชนและพยายามทำงานที่บ้านให้มากขึ้น แต่ก็ยังเกิดข้อขัดแย้งอีกว่า หากเลี้ยงลูกที่บ้าน ลูกก็จะมีสิ่งยั่วยุหลายอย่างให้สนใจ ฉะนั้นการที่จะให้ลูกโฟกัสกับการเรียนนั้นเป็นเรื่องท้าทายมาก บางคนก็ตั้งคำถามว่าถ้ายังต้องส่งลูกไปยังสถานรับดูแลเด็กแล้วเกิดลูกไปรับเชื้อไวรัสจากลูกคนอื่นเข้าแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไร กลืนไม่เข้าคายไม่ออก งานที่ต้องรับผิดชอบก็มี ลูกก็ต้องเลี้ยง ฉะนั้นทางออกควรจบลงตรงไหน

เหล่าคุณแม่คิดว่าจริง ๆ แล้วควรเน้นไปที่มาตรการดูแลกักกันผู้สูงอายุมากกว่า เนื่องจากกลุ่มคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนามากกว่าคนในช่วงอายุอื่น ทั้งนี้ยังมีผลสำรวจจากองค์กร WHO ต่อผู้ป่วย 44,000 คนในประเทศจีนพบว่าผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี นั้นได้ผลบวกจากการตรวจนั้นมีน้อยเพียงแค่ 2.1% เท่านั้น คนที่ได้รับผลกระทบมากคือคนสูงอายุ ฉะนั้นผู้ปกครองจึงมองว่าการปิดสถานศึกษานั้นเป็นการกระทำที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

มิกะ นากาจิมะ พนักงานพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวกำลังจะสูญเสียงานเนื่องจากใช้วันลาพักร้อนไปกับการดูแลพ่อแม่ซึ่งชราภาพแล้ว กับลูกชายวัย 15 ปีซึ่งมีอาการออทิสติก และด้วยวัย 47 ปีของเธอ ยิ่งทำให้การหางานเป็นเรื่องยากทำให้เธอสูญเสียงานไปไม่ได้อีกแล้ว ลองคิดดูว่าหากเรื่องนี้เป็นเรื่องยากสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกที่ไม่ได้มีอาการเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วมันจะยากลำบากมากแค่ไหนสำหรับผู้ปกครองที่มีลูกไม่แข็งแรงหรือมีอาการผิดปกติ ในบางครอบครัวจะมีคุณพ่อที่ทำงานและช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย แต่สังคมก็ดูเหมือนกับว่าสังคมจะโยนภาระทางการดูแลเลี้ยงดูลูกให้กับผู้หญิงมากกว่า

ตอนนี้เรายังไม่เห็นฝั่งคุณพ่อลูกเดี่ยวหรือฝั่งพ่อบ้านที่ออกมาคุยเกี่ยวกับปัญหาเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะด้วยสภาพและโครงสร้างทางสังคมไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ชายออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกมากเท่าผู้หญิง แต่อย่างไรก็ตาม เราคิดว่ามันต้องส่งผลกระทบต่อคุณพ่อที่ต้องเลี้ยงลูกมากพอกัน เพราะการเลี้ยงลูกนั้น หากมองโดยใช้กรอบหน้าที่ของผู้ปกครอง จะผู้หญิง หรือผู้ชาย จะเป็นแม่ หรือเป็นพ่อ ล้วนควรรับผิดชอบในการดูแลเด็กโดยเท่าเทียมกัน

หวังว่าสถานการณ์โรคระบาดจะหยุดลง และเป็นกำลังใจให้ทุกๆ คน (ไม่ว่าจะอยู่ประเทศญี่ปุ่นหรือประเทศไหนก็ตาม) ก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปโดยสูญเสียน้อยที่สุด


ที่มา:

https://mainichi.jp/english/articles/20200304/p2a/00m/0na/022000c
https://japantoday.com/category/national/japanese-mothers-struggle-to-cope-after-virus-shuts-schools

เรื่องโดย : แอดมินMeiSherlie
ที่มา :
Topic photo cr :
 
views
MeiSherlie
Sub-Editor
เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่หมู

บทความที่น่าสนใจ

© DATA&COMMUNIQUE EXPRESS CO.,LTD ALL RIGHTS RESERVED.
Data & Communique Express Co., Ltd.
No.38 Sukhumvit Road Soi 63 (Ekkamai 10 Yaek 2), Kwang Prakanong Nua, Khet Wattana, Bangkok 10110
T: +66 (0) 2382 1731 l F: +66 (0) 2382 1737 l E: thai@daco.co.th | W: www.daco.co.th, www.daco-thai.com